amuletstore.in.th น้อมเก้าพระเครื่อง น้อมเก้าพระเครื่อง
หัวข้อ ชีวประวัติ ลป.นะ / Biography of Lp.Na
รายละเอียด
                               พระครูปทุมชัยกิจ (หลวงปู่นะ ฐิตปญฺโญ)
                วัดปทุมธาราม (หนองบัว) ต.หนองบัว อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท
            สืบสายพุทธาคม จากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จังหวัดชัยนาท

   พระครูปทุมชัยกิจ(นะ ฐิตปญฺโญ) ชื่อของท่านเมื่อตั้งตอนแรกเกิดโยมพ่อ โยมแม่ ตั้งชื่อให้ว่า โฉม ต่อมาเมื่ออายุได้ 5-6 ขวบ หมอเป้ ซึ่งเป็นหมอแผนโบราณ และเป็นผู้มีความรู้ทางด้านโหราศาสตร์ ด้วยเห็นว่าเด็กชายโฉม จะเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เป็นประจำ จึงได้เปลี่ยนชื่อให้ใหม่ว่า “นะ” อันเป็นมงคลนาม นามสกุลเดิม เหล่ายัง (ต่อมาภายหลังเปลี่ยนเป็น นาคพาณิชย์) โยมบิดาชื่อ แจก โยมมารดาชื่อ ตี่ เหล่ายัง หลวงปู่นะเป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนทั้งหมด 10คน
    พระครูปทุมชัยกิจ หลวงปู่นะ เกิดเมื่อวันพุธที่ 6 ธันวาคม พุทธศักราช 2459 ตรงกับวันขึ้น 12 ค่ำ เดือน 1 (เดือนอ้าย) ปีมะโรง เวลาเช้า(เวลาเผาข้าวหลาม) ณ หมู่บ้านขุนแก้ว ตำบลดงขวาง อำเภอหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี
     เมื่อเยาว์วัยท่านได้รับการศึกษาที่วัดหนองมะกอกในชั้นประถมศึกษาปีที่1 ถึงปีที่3 ชั้นประถมปีที่ 4 ศึกษาที่โรงเรียนบ้านหนองแฟบหลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่4แล้ว จึงได้ออกจากโรงเรียนมาช่วยบิดามารดาทำอาชีพกสิกรรมเนื่องด้วยฐานะทางบ้านยากจน ท่านได้ช่วยทำนาอยู่หลายปีจนอายุได้ 21 ปี ได้ขออนุญาตโยบิดามารดาอุปสมบทโยมทั้งสองก็มีความยินดีปรีดาอนุโมทนาส่วนบุญส่วนกุศลในครั้งนี้
         นายนะ เหล่ายัง ได้เข้าบรรพชาอุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดราษฎร์นิธิยาวาส (ดอนปอ) เมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2480 โดยมาพระครูวิจิตรชัยการ (หลวงพ่อเคลือบ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์ชั้น เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์สำเนียง เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า ฐิตปญฺโญ แปลว่า ผู้มีปัญญาอันตั้งไว้แล้ว
         เมื่อหลวงปู่นะได้อุปสมบทแล้วท่านได้ทำกิจวัตรสงฆ์โดยครบถ้วนได้ใช้เวลาศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมด้วยความตั้งใจ เพื่อจะได้นำเอาหัวข้อพระธรรมวินัยนั้นมาเป็นเครื่องกำกับจิตใจและกายของตนให้เป็นไปตามคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ต่อไปในอนาคต ดำรงตนอยู่ในพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ จนกระทั่งในปีพ.ศ.2481 หลังจากบวชได้ 1ปี ท่านได้เข้าสอบนักธรรมชั้นตรีได้ที่สำนักเรียนพระปริยัติธรรมวัดราษฎร์นิธิยาวาส จากความเป็นผู้ใคร่ในการศึกษาอยู่เป็นนิจนี่เอง หลวงปู่นะก็ได้สอบนักธรรมชั้นโทที่สำนักเรียนพระปริยัติธรรมวัดหนองแฟบ จังหวัดอุทัยธานี จนได้นักธรรมชั้นโท เมื่อปี พ.ศ. 2483 หลังจากนั้นหลวงปู่นะท่านได้กลับไปจำพรรษาที่วัดหนองบัว(วัดปทุมธาราม) จังหวัดชัยนาท เมื่อปีพ.ศ. 2485 และในปีพ.ศ. 2487 ท่านก็ได้เข้าสอบนักธรรมชั้นเอก “เถรภูมิ”
สมกับที่หลวงปู่ตั้งใจไว้
         เมื่อพระภิกษุนะ ฐิตปญฺโญ สอบได้นักธรรมชั้นเอกแล้วท่านคิดที่จะเรียนบาลีต่อ แต่ด้วยงานพัฒนาวัด งานสอน
นักธรรม และงานอบรมสั่งสอนประชาชนผู้ที่เข้ามาในวัดทำให้ไม่ค่อยมีเวลา อีกทั้งสำนักเรียนบาลีอยู่ในตัวเมืองไกลมาก 
การไปมาก็ไม่สะดวกนอกจากว่าไปอยู่ประจำที่วัดที่มีสำนักเรียนเลยก็ทำไม่ได้ติดพันอยู่กับวัดหนองบัว จึงทำให้การคิดที่จะเรียนเป็นอันว่างดไป
ท่านจึงหันมาสนใจที่จะเรียนวิชาแพทย์แผนโบราณและเรียนวิชาอาคมต่างๆควบคู่กันไป จากตำราที่พระปลัดปั่นเจ้าอาวาสองค์ที่ 9 ได้มาจากหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า และพระปลัดปั่นเจ้าอาวาสองค์ที่ 9 แห่งวัดหนองบัว ท่านได้มอบตำรานั้นทั้งหมดให้กับพระภิกษุนะ ฐิตปญฺโญ จนมีความรู้แตกฉานในวิชานั้นๆเป็นอย่างดีเป็นที่พึ่งของชาวบ้านที่เจ็บไข้ได้ป่วย และผู้ที่โดนคุณไสยท่านก็ได้ปัดเป่าทุกข์ของประชาชนเหล่านั้นให้ด้วยความเมตตา ตำราที่หลวงปู่นะได้ศึกษาอยู่ในขณะนั้นได้เคยเกิดอภินิหารให้ปรากฏแก่สายตาของท่านมาแล้วคือว่า ในคืนหนึ่งที่ท่านได้นำตำราของหลวงปู่ศุข มาท่องบ่นอยู่ในขณะนั้นด้วยการจุดเทียนไขดูหนังสือเพราะสมัยนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้ ด้วยความอ่อนเพลียท่านจึงเผลอหลับไป เทียนที่เอาไว้ใช้ดูหนังสือได้ล้มลงทำให้เกิดเพลิงไหม้กุฏิหลังนั้นหมดไป ในกองเพลิงทั้งหลัง ในขณะเพลิงกำลังไหม้อยู่นั้นท่านตกใจวิ่งออกมาจากกุฏิเพียงแต่ตัวเท่านั้น ตำรานั้นก็ยังอยู่ในกองเพลิงในความรู้สึกขณะนั้นท่านคิดว่าตำราก็คงหมดไปกับไฟเช่นเดียวกับกุฏิยังความเสียใจให้กับท่านเป็นอันมาก หลังจากไฟสงบดีแล้วในวันรุ่งขึ้นจึงเข้าไปตรวจดูในกองเถ้าถ่าน  พร้อมด้วยพระภิกษุสามเณรอีกหลายองค์ ก็ปรากฏความมหัศจรรย์ให้พระภิกษุสามเณรทั้งหลายได้เห็นกันอย่างถ้วนทั่วนั่นคือตำราของหลวงปู่ศุขหาได้ถูกไฟไหม้เพียงแต่ปรากฏสีได้คล้ำลงเพราะโดนควันไฟรมเท่านั้น ตัวหนังสืออักขระทั้งหลายยังเหมือนเดิมทุกประการยังความดีใจให้กับพระภิกษุนะเป็นอันมาก และด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ท่านทุ่มเทชีวิตจิตใจให้กับการศึกษาวิชาต่างๆ ของหลวงปู่ศุขด้วยความศรัทธา ด้วยจิตที่ตั้งมั่นตลอดวลา
        จากความที่เป็นผู้เอาใจใส่ในกิจการของวัดมาโดยตลอด ทางคณะสงฆ์ฝ่ายผู้บังคับบัญชาได้เห็นในความสามารถ และประจวบกับเจ้าอาวาสองค์ที่14 ได้มรณภาพลงในปี พ.ศ.2483 จึงได้รับการแต่งตั้งให้รักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปทุมธาราม(หนองบัว) รับภารธุระงานพระศาสนา ในปี พ.ศ. 2484 รุ่งขึ้น ปีพ.ศ. 2485 ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการให้ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดปทุมธาราม(หนองบัว) เป็นเจ้าอาวาสลำดับที่ 15 ของวัดนี้

            งานด้านพิธีกรรมและโหราศาสตร์
 
        เป็นที่ทราบกันดีว่า พระครูปทุมชัยกิจ หรือหลวงปู่นะวัดปทุมธาราม อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท ท่านเป็นพระที่ใคร่ต่อการศึกษาได้เล่าเรียนวิชาการต่างๆหลายอย่างหลายแขนงมีครูบาอาจารย์อยู่หลายวัดล้วนแล้วแต่มีวิชาอาคมแก่กล้าพระอาจารย์ของท่านองค์แรกก็คือ พระครูศรีแห่งวัดหนองแฟบ นอกจากจะมีคาถาอาคมเข้มขลังแล้วท่านยังเป็นพระหมอยาที่เก่งอีกด้วย วิชายาสมุนไพรต่างๆที่ดีแล้วบวกกับคาถาอาคมที่เสกกำกับลงไปในยาของพระที่มีอาคมศักดิ์สิทธิ์ย่อมทำให้ผู้ป่วยที่มาทำการรักษานั้นจะหายเร็วกว่าปกติ ดังเป็นที่ทราบกันมาตั้งแต่โบราณ หมอยาโบราณท่านจะลงเลข –ยันต์ลง
บนผ้าประเจียดสำหรับปิดปากหม้อยานับว่าเป็นการเพิ่มกำลังใจให้กับผู้ที่กินยาหม้อนั้น ยันต์ที่ว่านี้เรียกกันว่า
ยันต์ตรีนิสิงเห เป็นยันต์ครูที่หมอยาทั้งหลายใช้กัน หลวงปู่นะท่านได้รับมาจากพระอาจารย์ของท่านและใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน ยันต์ตรีนิสิงเหนี้หลวงปู่นะใช้วางอยู่ในตำแหน่งที่ไม่เหมือนองค์อื่นๆตัวเลขที่ท่านเขียนในผ้าประเจียดก็ดี ลงบนครกบดยาก็ดี จะมีความหมายแตกต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้
                   เลข 3 คือราชสีห์ทั้งสามคือ  พระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์
                   เลข 7 คือโพชฌังคปริตร 7 ประการคือ สติสัมโพชฌงค์  ธรรมวิจยโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์  ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์
                    เลข 5 คือ พรหมสุทธาวาสทั้ง 5 ชั้น มี สุทัสสา,สุทัสสี อกนิษฐา เป็นอาทิ
                    เลข 2 คือ เทพเจ้าผู้เป็นใหญ่แห่งกลางวันคือท้าววรุณและท้าววรมิตรผู้เป็นใหญ่ในเวลากลางคืน
                    เลข 8 คือพระอรหันต์ทั้ง 8 ทิศ คือ พระอัญญาโกณทัญญะอยู่ทิศบูรพา และพระมหากัสสปะอยู่ทิศอาคเนย์ พระสารีบุตรอยู่ทิศทักษิณ พระอุบาลีอยู่ทิศหรดี พระอานนท์อยุ่ทิศประจิม พระควัมบดีอยู่ทิศพายัพ พระโมคคัลลานะอยู่ทิศอุดร และพระราหุลอยู่ทิศอีสาน
                      เลข 5 คือพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ คือ พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพระพุทธเจ้า พระเวสสภูพุทธเจ้า พระกกุสันธพุทธเจ้า และพระโคดมพระพุทธเจ้า
             ที่กล่าวมาข้างต้นว่ายันตรีนิสิงเหของหลวงปู่นะไม่เหมือนกับพระเกจิอาจารย์องค์อื่นๆนั้น กล่าวคือ เลขยันต์ตรีนิสิงเหทั้ง 4 ด้าน เมื่อนำมาบวกกันจะได้ 25 เหมือนกันหมด
              นอกจากหลวงปู่นะได้ตำรายันต์ตรีนิสิงเหแล้ว หลวงปู่ยังได้ตำราโองการเสกน้ำมนต์ตรีนิสิงเหอีกด้วย โดยหลวงปู่นะจะใช้ทำน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา และเสริมบารมีให้กับลูกศิษย์และประชาชนโดยทั่วไป โองการทำน้ำมนต์ตรีนิสิงเหนั้น เป็นการกล่าวอัญเชิญพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก และเทพยดาทั้งหลายมาประสิทธิเมในน้ำพระพุทธมนต์นั้นเพื่อความศักดิ์สิทธิ์
        ยันต์ตรีนิสิงเหนี้หลวงปู่นะได้นำมาจารลงในแผ่นทองแดงทำเป็นตะกรุดแจกจ่ายให้บรรดาลูกศิษย์ลูกหาไว้ป้องกันตัวมาเป็นเวลานาน

                               พิธีไหว้ครู-ครอบครู

               จากความที่พระครูปทุมชัยกิจ หรือหลวงปู่นะเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถในศาสตร์และศิลป์ต่างๆ อย่างแตกฉานทั้งที่ศึกษาด้วยตนเอง และศึกษาจากครูบาอาจารย์อย่าง “ศิษย์มีครู” ท่านก็จะไม่ลืมบุญคุณของครูอาจารย์เหล่านั้นเมื่อถึงบรรจบครบขวบปีท่านจะจัดให้มีการไหว้ครูขึ้น เมื่อมีพิธีไหว้ครูแล้วศิษย์ผู้คิดจะสืบสานศิลปศาสตร์ต่างนำไปใช้เป็นมงคลติดตัว หรือจะนำไปใช้ประกอบเป็นสัมมาอาชีพท่านก็สนับสนุน ให้มีการครอบครูขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลกับศิษย์ผู้นั้นเอง
                   หลวงปู่นะท่านจะสอนว่าสรรพศิลปากรและศาสตรวิทยาต่างๆนั้นมนุษย์เราหาได้รู้ด้วยตัวเองไม่ ทว่าเกิดจากการประมวลเรียบเรียงโดยท่านผู้เป็นฤาษีและถ่ายทอดให้กับผู้อยากรู้ผู้รู้ก็เปรียบเสมือนครูบาอาจารย์และผู้อยากรู้เปรียบเสมือนศิษย์นั่นเอง
                     จากคติธรรมคำสอนเรื่องความกตัญญูกตเวที และความเคารพนบนอบต่อผู้มีพระคุณนั้นทำให้ศิษย์ผู้ที่ได้รับการถ่ายทอดสรรพวิชาคิดที่จะตอบแทนพระคุณผู้ที่เป็นอาจารย์ดังนั้นพิธีไหว้ครูจึงเกิดขึ้น
                      บรมครูผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกก็คือ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงเป็นผู้ค้นพบสัจธรรมความเป็นจริงเป็นผู้ชี้ทางสว่างให้หลุดพ้นจากบ่วงกรรมและการเวียนว่ายตายเกิด ส่วนคติเรื่องเวทย์มนต์คาถา อักขระ เลขยันต์หาได้เกิดจากพระพุทธเจ้าไม่แต่เกิดจากคติของพวกพราหมณ์ดังเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว โดยบรมครูบูรพาจารย์ท่านได้ดัดแปลงโดยแทนที่จะไปสวดขอร้องอัญเชิญเทพเทวดามาปกปักรักษา ก็เปลี่ยนมาเป็นอัญเชิญ อำนาจแห่งพุทธคุณมาแทนที่ ทั้งนี้ก็มิได้ตัดเอาส่วนของพราหมณ์ออกทั้งหมดแต่ว่าจะเอาส่วนของพุทธขึ้นก่อน แล้วเอาเทพเทวาในส่วนของพราหมณ์ตามหลัง
                    อักขระเลขยันต์พันคาถานั้นบรมครูบูรพาจารย์ท่านเชื่อกันมานานแล้วว่ามาจากนักพรตฤาษีเป็นผู้ค้นคิดและบัญญัติขึ้น โดยทางพระพุทธศาสนาของเราก็นำมาดัดแปลงเอาพุทธคุณเข้าไปประสมกับบรมครูฤาษีนั้นตามประวัติท่านว่ามีหลายตน
                     คำว่า “ ฤาษี” มาจากคำว่า “ฤษี” แปลว่า ผู้เห็น หมายถึงการเห็นด้วยอำนาจพิเศษอันเกิดจากฌาน เห็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งเรียกว่า “ตริกาลชฺญ”  ผุ้รู้กาลทั้งสาม ฤาษีนั้นมีลำดับชั้นของคุณวิเศษอย่างการแบ่ง ซี ของมนุษย์ ดังนี้
    1. พรหมฤาษี (พรหมรรษี) คือฤาษีที่สืบเชื้อสายมาจากพระพรหมฤาษีที่อยู่ในวรรณะพราหมณ์ อันถือว่าเป็นวรรณะสูง เช่น ฤาษีภาริทวาช ,ฤาษีเคาตม (ไทยเรียกโคดม) ฤาษีกศยป, ฤาษีนารื (ไทยเรียกฤาษีนารอด) พระวิศิษฐ์ฤาษี,พระฤาษีวสวามิตร
    2. เทพฤาษี (เทวรรษี) เป็นฤาษีที่มีฐานะสูงสุด เพราะเดิมเป็นเทพ แต่บำเพ็ญพรตเจริญตบะจนมีฤทธิ์เดชมากมายแม้พระศิวะก็เป็นพระฤาษีทรงบำเพ็ญตบะนุ่งห่มหนังเสือและมีเทพใหญ่ๆอีกหลายองค์ ที่ถือเพศเป็นฤาษี เช่น พระพฤหัสบดี (พรหมณัสปติ) พระอัคคนี (พระเพลิงเทพแห่งไฟ) พระศุกร์ (อุศนัศ) (พระศุกร์นี้ได้บำเพ็ญตบะอย่างยิ่งยวดจนได้มนต์วิเศษชื่อ “ สัญชีวินี “ เป็นมนต์ชุบผู้ตายให้กลับฟื้นขึ้นได้ มีเกร็ดที่จะขอเล่าฝากไว้หน่อยคือ เรื่องพระพฤหัสบดีกับพระศุกร์ เทพทั้งสององค์นี้ท่านมีตำแหน่งเทวาจารย์ทั้งคู่ พระพฤหัสบดีนั้นเป็นครูของเหล่าเทวดา ส่วนพระศุกร์นั้นป็นครูของเหล่าอสูรหมู่มาร ยามใดเกิดศึกในสวรรค์อสูรรบแพ้เทวดาพระศุกร์นั้นก็ทำการชุบชีวิตพวกอสูรต่อสู้กับเทวดาต่อไปอีก ทำให้เทวดาต่างหวาดกลัวพระศุกร์เป็นอย่างมาก) พระกศปเทพบิดร พระพุธ พระอสิต พระโลมศ(ไทยเรียกราเมศ) เหล่านี้คือเทพฤาษี
      3. ราชฤาษี (ราชรรษี) คืออดีตพระเจ้าแผ่นดินที่ทรงสละราชสมบัติออกผนวชบำเพ็ญพรตเป็นฤาษี เช่น พระชนกฤาษี (พ่อบุญธรรมนางสีดา)พระเวสสันดร
      4. มหาฤาษี (มหรรษี) เป็นฤาษีผู้บำเพ็ญตบะอย่างอุกฤษฎ์ จนมีฤทธิ์เดชเป็นที่เกรงกลัวของเทวดา อสูรทั้งหลาย เช่น ฤาษีทุรวาส (โทษะร้าย) สาปแช่งเทวดาให้ฉิบหาย พระกบิลฤาษี (ฤาษีตาไฟ) ผู้ชุบเลี้ยงพระนางจามเทวี กษัตริย์แห่งหริภุญชัย และเป็นผู้สร้างพระเนื้อดินอันวิเศษคือ พระรอด และพระคง ฤาษีอคัสตยะ หรืออคัสติ เป็นผู้บำเพ็ญตบะจนเกิดเป็นพลังแรงพวยพุ่งรอบตัวเอง มีรัศมีแผ่กว้าง ให้ความสว่างประดุจพระอาทิตย์ยามเช้า แต่ท่านจะใช้พลังนั้นปราบหมู่มารที่คิดร้าย และปกป้องคุ้มครองผู้ประพฤติดี เมื่อดับขันธ์ไปจุติเป็นดาวที่ส่องแสงสุกสว่างที่สุด ทางทิศใต้ ชื่อดาวอคัสตยะพระภรตมุนีมหาฤาษี  ผู้จดจำท่าร่ายรำของพระศิวะเทพ แล้วรจนาเป็นคัมภีร์ชื่อ “ นาฎยศาสตร์ “ เป็นคัมภีร์สอนการร่ายรำซึ่งอินเดียใช้เป็นแบบฉบับในการฟ้อนรำ
      5. บรมฤาษี (ปรมรรษี) เป็นฤาษีที่ยอดในตบะบารมี
      6.( ศรุตฤาษี ศรุต รรษี) เป็นฤาษีที่แต่งคัมภีร์พระเวทย์
      7. กาณฑฤาษี (กาณฑรรษี) เป็นฤาษีที่แต่งคัมภีร์สวดต่างๆ
      8. พระฤาษี ที่กล่าวนามไว้ในรามเกียรติ์ มีดังนี้ พระฤาษีที่เชิญพระนารายณ์ให้อวตารลงไปเป็นพระราม มีพระฤาษีกไลโกฏ, พระวัชอัคคี,พระวสิษฐ์ฤาษี,พระฤาษีวิสวามิตร,พระภารัทวาช
       พระฤาษีเมื่อแรกตั้งกรุงศรีอยุธยา มี พระอจนคาวี, พระฤาษียุธอักขร , พระฤาษีธะหะ, พระฤาษียาคะ อักษรในชื่อของฤาษีทั้ง 4 ตนนี้เอง (อ-ยุ-ธ-ยา) จึงรวมกันเป็น “อยุธยา” นามแห่งเมืองหลวงในอดีต
        พระฤาษีผู้ตั้งพิธีให้กำเนิดนางมณโฑ มี มหาโรมสิงหะฤาษี  พระฤาษีวตันตะ  พระฤาษีวชิระ พระฤาษีวิสุทธิ (วิสุทัสสี,วิสูตร)
        พระฤาษีที่สาปบุตรพระอาทิตย์ และบุตรพระอินทร์ให้เป็นลิงพี่น้อง (พาลี สุครีพ) คือ พระฤาษีโคดม
        พระฤาษีที่สาปนิลราช ชื่อ พระฤาษีคาวิน
        พระฤาษีที่พระรามพบในคราวเดินป่า มี พระฤาษีสุทรรศ์ นางสุไขดาบสสินี  พระฤาษีอังคต  พระฤาษีสรภังค์
        พระฤาษีที่ทูลพระรามให้จัดเอาไชยามพวาน เป็นผู้ถือธงนำทัพชื่อ พระอมรเมศร
        พระที่เป็นพระอาจารย์ท้ายชนกจักรวรรดิ มีนามว่า พระสุธามันตัน
        พระฤาษีที่เป็นพระอาจารย์ของพาลี มีนามว่า พระฤาษีอังคะ
        พระฤาษีที่เป็นพระอาจารย์หนุมาน มีนามว่า พระฤาษีทิศไภย
        พระฤาษีที่เป็นพระอาจารย์ทศกัณฐ์ มีนามว่า พระฤาษีโคบุตร
        พระฤาษีที่เป็นพระอาจารย์ไมยราพณ์ มีนามว่า พระฤาษีสุเมธ
        พระฤาษีที่เป็นพระอาจารย์ท้าวไกยเกษ มีนามว่า พระฤาษีโควินท์
        พระฤาษีที่เป็นพระอาจารย์ ทศพิน มีนามว่า พระกาลดาบส
        พระฤาษีที่เป็นพระอาจารย์ท้าวจักรวรรดิ มีนามว่า พระฤาษีปรเมศร์
        พระฤาษีที่เป็นพระอาจารย์พระบุตร พระลบ มีนามว่า พระวัชมฤคฤาษี
        พระฤาษีที่พาหนุมานไปพบครั้งถวายแหวน มี พระฤาษีชฎิล พระนารถฤาษี
        พระฤาษีที่ชุบนางกาลอัจนาให้ฟื้นคืนชีพ มีนามว่า พระฤาษีโคดม
    เมื่อกล่าวถึงการจัดอันดับชั้นของฤาษีผู้ใหญ่ตามลำดับมาแล้วขอสรุปบทบาทของฤาษีทั้งหลาย ตามข้อวัตรปฏิบัติของท่านเหล่านั้นย่อๆดังนี้
        1. ฤาษีรุ่นแรกที่รจนาคัมภีร์กวีต่างๆมีพระฤาษีวาลมิกี
        2. ผู้แต่งตำราฟ้อนรำ มี พระภรตมุณี
        3. เป็นครูผู้ประสาทวิชาดนตรี มี พระฤาษีนารท
        4. ผู้แต่งตำราสาขาวิชาแพทย์ มี ชีวกโกมารภัชฤาษี
        5. ผู้ปราบปรามอสูรชั่วร้าย มี พระอคัสตยะฤาษี
    นอกจากนี้แล้วยังมีฤาษีที่ไทยเราบูชากันอยู่ประจำอยู่อีก 5 ตน คือ
                 ปู่ฤาษีนารอด ท่านว่าเป็นบรมครูของฤาษีทั้งปวงถือว่าเป็นอาจารย์ใหญ่ที่สุดในบรรดาฤาษี โดยโองการคาถาต่างๆที่สรรเสริญฤาษีจะต้องมีการกล่าวถึงปู่ฤาษีนารอดทุกครั้งไป
                 ปู่ฤาษีนารายณ์ ท่านว่าเป็นพี่น้องกับฤาษีนารอดและเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์มาก จึงเป็นครูใหญ่ของบรรดาทวยเทพทั้งปวง
                 ปู่ฤาษีหน้าวัว ท่านว่าเป็นเจ้าแห่งเพชรนิลจินดาทั้งหลาย เป็นเจ้าแห่งโชคลาภในบรรดาเหล่ามวลฤาษีทั้งปวง เปรียบเสมือนได้กับพระสีวลีผู้เป้นเอตทัคคะในทางลาภสักการะที่พระพุทธองค์ทรงยกย่องและแต่งตั้งให้ เป็นฤาษีผู้บำเพ็ญญาณบารมีบนบัลลังก์เพชร สาเหตุที่มีหน้าเป็นวัวก็เพราะท่านพบเห็นผู้คนที่ใช้งานวัวควายในการกสิกรรม เมื่อเสร็จสิ้นฤดูเก็บเกี่ยวก็พากันฆ่าวัวฆ่าควายกันเพื่อนำมาบริโภค เมื่อเห็นดังนั้นท่านก็เกิดความสังเวชสงสารจึงเนรมิตหน้าตนเองให้เหมือนวัวทำให้ผู้คนที่มีความเคารพในปู่ฤาษีไม่กล้ากินเนื้อวัวอีกต่อไป
                  ปู่ฤาษีตาไฟ ตำนานว่า ท่านเป็นเจ้าแห่งอิทธิฤทธิ์ทางกสิณวิธี เป็นผู้บำเพ็ญญาณบารมีจนบังเกิดตาที่สามขึ้นระหว่างคิ้วเชื่อกันว่า เป็นฤาษีที่มีอำนาจฤทธิ์สูงส่ง ตนหนึ่งในมวลฤาษีโดยเฉพาะฤทธิ์ที่เกิดจากอำนาจกสิณ ฤาษีตนนี้แหละที่เป็นผู้สร้างพระพิมพ์เนื้อดินทรงคุณวิเศษ คือ พระรอด พระคง
                  ปู่ฤาษีกไลยโกศ เป็นฤาษีหน้าแพะ ตำนานท่านว่าเป็นเจ้าแห่งทนสิทธิ์ เช่นเหล็กไหล คต แร่ และอาถรรพณ์ทั้งปวง ดังนั้นผู้ที่นิยมของทนสิทธิ์ที่มีฤทธิ์ในตัวทั้งหลายมักจะนิยมสักการบูชา
       นอกจากบรมครูปู่ฤาษีแล้วเทพยดาบางองค์ท่านก็นับถือเป็นครูเช่นกัน เช่น พระพิฆเนศ  เชื่อกันว่าเป็นครูของศิลปะและความสำเร็จ พระวิษณุกรรม เป็นครูใหญ่ในทางการช่างทั้งปวงจะได้เห็นว่าเทคโนโลยีจะสูงส่งเพียงใด แต่ในทางการศึกษาของบ้านเราก็ยังนับถือในเทพองค์นี้ ซึ่งเห็นได้จากสถาบันการศึกษาในทางช่างจะมีรูปเคารพของพระวิษณุกรรมอยู่ทุกแห่ง
                 พิธีกรรมการไหว้ครูของหลวงปู่นะเมื่อนำศีรษะฤาษีทั้งหมดมาประดิษฐาน ณ  โรงพิธีแล้ว ก็เริ่มอ่านโองการอัญเชิญเทพยดาทั่วทุก 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดินมาเป็นพยานอำนวยพรในพิธีและกล่าวโองการสรรเสริญอัญเชิญครูบาอาจารย์ ตลอดจนปู่ฤาษีทุกตนมาร่วมพิธี มาร่วมพิธีรับเครื่องเซ่นสังเวย จากนั้นหลวงปู่นะจะเจริญจิตภาวนานมัสการครูบา อาจารย์และแผ่เมตตาให้กับผู้มาร่วมพิธีทุกคน
                    หลังจากเสร็จสิ้นพิธีบวงสรวงบูชาครูข้างต้นแล้ว ก็จะเป็นพิธีที่สำคัญอีกตอนหนึ่งของผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนสรรพวิชาการต่างๆนั่นก็คือพิธีครอบครู
              

Phrakru Patumchaikij (Grand Master Na Titapanyo)
Patumtararm Temple (Norngbua Temple), Norngbua District,
Amphoe Watsingh, Chai Nat
Buddhist cabalist disciple of Grand Master Sook of Pakklongmakamtao Temple of Chai Nat

                  Phrakru Patumchaikij (Na Titapanyo) was originally known as ‘Choam’, named by his parents. Afterward, while he was 5-6 years old, Mor Pae, old-style doctor and a skilled astrologer, foreseen than he would constantly suffer from illness and suggested that he should change his name to ‘Na’, more a prosperous name. His old surname is ‘Laoyang’ (which later changed to ‘Nakpanit’). His father name ‘Jak Laoyang’ and his mother name ‘Ti Laoyang’. Grand Master Na is the third of their 10 children.
 Phrakru Patumchaikij or Grand Master Na was born on December 6th of the year 2459BE. That day was equal to The Day 12 of the Waxing Moon in the First Month (by the lunar calendar) of Maroang Year (Year of the Big Snake). He was born at Khun Kaew Village, Doang Kwang District, Amphoe Norng Kayang, Uthai Thani.
 He graduated at the Fourth Grade from Wat Norng Makok School, afterward, he retired from school to assumed his family’s agriculture as his family was poor too effort higher education. He helped his family for many years until he was 21 years old, then he asked permission from his parents to ordain, his parents were pleased with his intention and congratulated him for his great merit.
 Mister Na Laoyang was ordained at Rastnitiyawat Temple (Dornpor Temple) on April 25th of the year 2480BE, Phrakur Vichitchaikarn (Master Kleob) was the preceptor of his ordination, Phraarjarn Chan was his Phra Kumvajajarn and Grand Master Samniang was his Phra Anusavanajarn (Both ‘Phra Kumvajajarn’ and ‘Phra Anusavanajarn’ are ‘ordination’s narrator’: the 2 monks who assume the prayer role in the Buddhist clerical ceremony). Mister Na earned the clerical title of ‘Titapanyo’ which means ‘those who has prominent wisdom.’
 After his ordination, Grand Master performed clerical duty perfectly, he spent time studied the Dharma from the Tripitaka persistently. He used Dharma and Buddhist discipline to regulate his mind and body, in the way of Buddha’s discipline that seek and eradicate the source of distress. He strictly preserved his life in celibacy, until the year 2481BE, 1 year after his ordination had passed then he had attained and passed the examination of Nuk Tum Tree (The Third Degree Religious Student) at The Buddhist Dharma School of Rastnitiyawat Temple. With his persistently studying, Grand Master Na had passed Nuk Tum Toa (The Second Degree Religious Student) at The Buddhist Dharma School of Norngfab Temple, Uthai Thani in the year 2483BE. Afterwards, in the year 2485BE, Grand Master Na back to stay under the Buddhist Lent at Norngbua Temple (Patumtararm Temple) of Chai Nat. Finally, in the year 2487BE, Grand Master Na had successfully passed and earned the rank of Nuk Tum Aek ‘Terapoom’ (The First Degree Religious Student).
 After Grand Master Na Titapanyo earned the rank of First Degree Religious Student, he decided to study the Pali language next. However, as he was too busy with the temple’s development, his duty as a teacher to the religious student and his clerical duty to instruct the layman, comprise with other obstacle, namely, the Pali language’s school was too far in the city and the traveling at that time was quit difficult. The only way he could possibly study the Pali language was to relocate to other temple, which is unaffordable as he was deeply bound to Norngbua Temple, hence, Grand Master Na decided to abort his intention to study Pali language.
 Therefore, Grand Master Na turned his attention to the studying of old-style medication and magic instead. He studied the treatise of Phra Paludpun, the 9th abbot who’s earned the treatise from Grand Master Sook of Pakklongmakamtao Temple. Phra Paludoun gave all those treatises to Grand Master Na, which persistently studied them until he become a skillful master in old-style medical and magic. He used his knowledge to help the people, treated their illness and cured their curse with grateful meritoriousness. Once, the treatise that Grand Master Na used to study had showed its miraculous power to him. One night, Grand Master Na lighted the candle to study Grand Master Sook’s treatise, as at the time the electricity still uncommon use. Grand Master Na fell to sleep from his exhaustion, the candle accidentally fall and caused fire that burn his house. He awoke from the fire and smoke and frighteningly escaped bare-handed from the burning house. At that time, the thought of loosing the treatise to the flame caused him great sorrow. In the morning, after the flame had been extinguished, he and other monks joined in the exploration of the remaining of the house. For their greatest surprise, the treatise place unharmed in the middle of all the ashes and leftover from the fire. The only thing that proved the treatise been through the fire last night, was a dark smear of the pages that caused from the heat and smoke. All the pages are remained intact and readable, which cause a lot of gladness to all those who witnessed this miracle. From this event, Grand Master Na dedicated more of his effort to study from Grand Master Sook, as his faith in him had been rooted and strengthened from this incident.
 As Grand Master Na always took a good care of the temple’s business and development, the clerical governor had witnessed his capability. At the same time as the 14th abbot had passed away, therefore, he had been appointed as the acting abbot of Patumtararm Temple, to take care of the clerical and Buddhist business of the temple in the year 2484BE. Later, in the year 2485BE, he then officially appointed as the 15th abbot of this temple.

His ritual and astrological work
It is a well known fact that Phrakru Patumchaikij or Grand Master Na of Patumtararm Temple, Amphoe Watsingh, Chai Nat, is a knowledge seeker who learned various sciences from many potent cabalistic masters. His first teacher was Phrakri Sri of Norngfab Temple. Beside his potent magical knowledge, he’s also an adept old-style doctor. His universal knowledge about herbs and potent magic incantation could cure the patient quickly and completely.
 As we all know that, since ancient time, old-style doctor would inscribe the cabalistic writing on a piece of cloth called Pa-prachiad which then uses to cover the medicine’s pot. That cabalistic writing is call Yahn Trinisihinghae, Grand Master Dang learned this writing from his master and continue to use it to the present day. His Yahn Trinisihing locates on a unique area which is differing from other cabalist, old-style doctor. Also, whether the numeral inscription he writes on the pa-prachiad or on the mortar are having different and unique meanings, namely:
 Number 3 is ‘the three lions’, i.e. Buddha, Dharma and monk
 Number 7 is ‘the 7 Pochanungka Parit’ (The 7 Food’s Protection), i.e. Satisumpochanung (commonsense), Tumvijayapochanung (Dharma), Viriyasumpochanung (persistence), Pitisumpochanung (joy), Padsattisumpochanung (peace), Samatisumpochanung (concentration) and Ubekkasumpochanung (equanimity)
 Number 5 is ‘the 5 Phroamsuttavat’ (The 5 Heavens of Brahma) such as Sutatsa, Sutatsi and Aganitta
 Number 2 is the 2 greatest gods of day and night, namely Tao Warun, The God of Day and Tao Worramitr, The God of Night
 Number 8 is the 8 saints whose remain on the 8 directions, namely Phra Anyagoantanya of the east, Phra MahaGutsapa of the southeast, Phra Saribood of the south, Phra Ubali of the southwest, Phra Arnoan of the west, Phra Kwumbordi of the northwest, Phra Mokkulana of the north and Phra Rahul of the northeast.
 Number 5 is The 5 Buddha, namely Phra Vipudsi Buddha, Phra Siki Buddha, Phra Wessapoo Buddha, Phra Goo-gook Suntoa Buddha and Phra Kodoam Buddha

From above, you’ll now see that Grand Master Na’s Yahn Trinisihing is unique and differs from others. Also, the sum of number on the four sides of Yahn Trinisihing will equally equal to 25.
 Besides learning Yahn Trinisihing, Grand Master Na also learned the spell for making Trinisihing Holy Water, too. Grand Master Na uses that spell to make holy water that has power in fate renewal and prestige strengthening for his disciples and ordinary layman. The making of Trinisihing holy water is the inviting the power of Buddha, saints and all divinity to the water.
 Also, Grand Master Na inscribed Yahn Trinisihing on the copper plate to make the rolled charm for his disciple’s protection, too.

Mastery Indoctrination Ceremony and Mastery Worshiping Ceremony
 As mentioned earlier, Grand Master Na is a skilled and potent cabalistic monk and a ‘persistent’ knowledge seeker, whether learning by himself or learning from other masters. As ‘a trained man’, he’s always remembering his master’s merit, and once a year in the auspicious time and moment, he will arrange the Mastery Worshiping Ceremony. At that time, his disciples who archives his sacred objects or those who inherit his knowledge are come together, as Grand Master Na also arrange the Mastery Indoctrination Ceremony for them.
 Grand Master Na said: all the sciences, arts and knowledge in this world can’t solely learn by an individual, it is a collective and revisory of knowledge from ancient masters and knowledgeable persons that pass on to those who interest. Therefore, they become teacher and student. From the Buddhist doctrine about how should one be grateful and pay their respect to those who help them, hence, students who learn various viable and profitable skill should seek a way to payback the favor to their teachers. Therefore, it became the Mastery Worshiping Ceremony.
 The greatest teacher in the world is Buddha as his holiness had found to ‘The Truth’ and pointed the right way to be free from evil and the law of universal causation. By the way, magic, spell and cabalistic knowledge are not Buddhist knowledge of intention at all, actually they are, as we all know, kinds of science and knowledge that teach and learn in Brahmanism. Ancient masters adapted that knowledge, instead of praying and worshiping the power of the divinity, they change to ask the favor of Buddhist power. However, they were not totally cut off the part from Brahmanism, just start with Buddhism and reinforce with power of the divinity from Brahmanism later.
 All the cabalistic writing and magic believes to be the creation of hermits. In Buddhism, we mixed the Buddhist power with those of hermit’s provisions. The word ‘Roesri’ (hermit) mean ‘Those who have seen’, to see mean seeing with special and supernatural power that originate from penance and concentration of mind and body, those who has such power can see through the present, the past and the future, and was called ‘Trikalachan’ or ‘Those who knows The 3 Times’ (past, present and future). In the history, there are many hermits, and they were also divides into different class by their power and merit, just like the humanoid ranking system, fir examples:
1. Brahminist Hermit, they were the descendants of The Great Brahma Hermit and considering to be the highest class of human in Brahmanism. Examples of them are Paritawach Hermit, Kaotoam Hermit (or Kodoam Hermit in Thai), Kasayapa Hermit, Naroe Hermit (or Narord Hermit in Thai), Phra Wisit Hermit, Phra Wasawamitr Hermit etc.
2.  Divine Hermit, they are the highest in the rank of hermit, as they are originally the divinity but choose the path of utmost penance which strengthens their prestige and power. The prominent sample of hermit in this class is Siva God and other the great divinity such as Phra Paroehussabordi (AKA Brahma Nussapati or God of Jupiter), Phra Akkani (The Burning God of Fire), Phra Sook (AKA Ukkanus of God of Venus). Interesting note, God of Venus had committed the utmost penance which eventually granted him the Sunya Chivini Spell, the life restoration spell that can bring dead people back to life. There is another interesting story about God of Jupiter (Phra Paroehussabordi) and God of Venus (Phra Sook), they both are the teacher of all the divinity. God of Jupiter is teacher of the angel and God of Venus is the teacher of the demon. When there was a war between angel and demon, if any demon defeated and killed, the God of Venus will use the Sunya Chivini Spell to resurrect them and hence send them back to fight with angel again. This made all the angels are so much frightening the God of Venus. Other example of hermits in this class is Phra Kasapa Tepbidorn, Phra Put, Phra Asit, Phra Lomoad (AKA Rames in Thai).
3. Royal Hermit, they were ex-king who abdicated their thrones and choose the life of hermit, such as Phra Chanoak Hermit (Nang Sida’s adoptive father) and Phra Vessandorn.
4. The Great Hermit, they were normal human who became a hermit and committed the utmost penance which ultimately gave them supreme power and became a fearsome figure for all the angel and demon. Examples of them are Turavart Hermit (The Resentful Hermit) who cast a terrible and destructive curse on the angel, Phra Kabil Hermit (AKA Tafai Hermit) who brought up Phranarng Jamatevi, queen of Haripunchai Kingdom and the creator of the renowned earthly sacred image of Buddha: Phra Rord and Phra Koang. Akastaya Hermit or Akassati Hermit, he was the hermit who committed the utmost penance which eventually granted him a powerful halo that has the light and heat equal to the morning’s sunlight. However, he only used this power to subdue evil and protect good people and when he passed away he became one of the most shining star of the south call Akaaataya Star. There were Phra Protmuni the Great Hermit who studied the pattern of Siva God’s dancing and composed the dancing treatise calls ‘Natayasatr’, the treatise is use for teaching the dance in India.
5. Boroamroesri (The Greatest Hermit), the most powerful and prestige hermit.
6. Sarutr Hermit (The Audible Hermit), the hermit who composed Phra Vet (a treatise that describes various magic in Brahmanism)
7. Karnta Hermit who composed various spells and chants.
8. Cabalist or clerical hermit whose names are describing in the Ramayana, such as the one that invited Narayana to incarnate as Phra Rarm, Phra Roesri Klaikoad, Phra Wutcha Akki, Phra Vasit Hermit, Phra Vitsavamit Hermit and Phra Parattawach Hermit.

There were 4 hermits who help the founding of the Ayudthaya Kingdom, namely: Phra Ajanakavi, Phra Roesri Yudtaakkara, Phra Roesri Taha and Phra Roesri Yaka. A syllable from each of their name (A-yud-tha-ya) comprised and became the name of this great ancient kingdom.
 There are hermit who performed the birth giving ceremony for Narng Moantoa, such as Maharoamsingha Hermit, Watunta Hermit, Vachira Hermit, Visutti Hermit (also know as Visutassi or Visutr)
 A hermit who cursed The God of Sun’s son and Indra’s to incarnate as monkey (Pali and Sukreep in Ramayana) was Kodoam Hermit.
 A hermit who cursed Nillarach was Kavin Hermit.
 Phra Rarm had met many hermits while wondered in the jungle, such as Sutat Hermit, Sukaidaboadsini Hermit, Angkoad Hermit, Sorrapang Hermit.
 A hermit who told Phra Rarm to chose Chaiyarmpawarn as the flag keeper names Phra Amornramet Hermit.
 A hermit who was the teacher of Taichanoak Emperor is Phra Sutamuntun Hermit.
 A hermit who was the teacher of Pali is Angka Hermit.
 A hermit who was the teacher of Hanuman is Tissapai Hermit.
 A hermit who was the teacher of Toadsakan (Ravana of the Ramayana) is Kobutr Hermit.
 A hermit who was the teacher of Maiyarap is Sumet Hermit.
 A hermit who was the teacher of Tao Kaiyaset is Kovin Hermit.
 A hermit who was the teacher of Toadsapin is Phra Kaladaboad Hermit.
 A hermit who was the teacher of Tao Jukkrawad is Paramet Hermit.
 A hermit who was the teacher of Phra Bootr and Phra Loab is Phra Watchamaroek Hermit.
 Two hermits who accompanied Hanuman when he went to give the ring were Chadil Hermit and Phra Nart Hermit.
 A hermit who resurrected Narng Kalajjana was Kodoam Hermit.

 As we are going to describe the ranking of senior hermits, as we separate them by their work, we can do so briefly as:
1. The first generation of hermit who composes various poem, which is Valmikee Hermit.
2. A hermit who composes the dancing treatise, which is Phra Protmuni Hermi.
3. A hermit who bestows the musical knowledge, which is Nart Hermit.
4. A hermit who composes medical treatises, which is Chivakakomarnrapach Hermit.
5. A hermit who suppresses the evil demon is Phra Akassataya Hermit.

 
There are also other 5 hermits, whose Thai people usually worship, namely:

 Poo Roesri Narord (the grand Narord Hermit); he’s considering to be the greatest master of all hermits. Most of the spell and chant that include the praising of hermit will always mention Poo Roesri Narord.
 
 Poo Roesri Narai (the grand Narai Hermit); he is brother of Poo Roesri Narord and considers to have equally powerful might to him. Hence, he is master of all the divinity.
 
 Poo Roesri Nahwua (the grand Nahwua Hermit); they say he is the master of all jewel and fortune, comparable to Phra Srivali who was praised by Buddha to be the monk who earn the most worshiping acquisition. Poo Roesri Nahwua is committing his penance on the diamond throne. The reason why he has cow face (Nahwua means cow face) was because when he see people slaughtering cattle after the harvest season, he felt sorry for them. Hence, he turn his face into the cow face, as at least, those people who worshiping him would rather not consume beef.

 Poo Roesri Tafai (the grand Tafai Hermit); the master of the elemental meditation whose penance caused the third eyes between his eyebrows. He is one of the most powerful hermits, especially his power from elemental meditation. This very hermit was the founding father of the earthly sacred image of Buddha: Phra Rord and Phra Koang.

 Poo Roesri Klaiyakoad (the grand Klaiyakoad Hermit); ancient legends describe him as the master of all magical – endurable ores and curse. He’s worshiping by those who admire the magical ores.

Besides those grand hermits, there were also other divinity who are worshiping by many people as their master, such as Phra Pikkanes, master of art and success. Phra Vitsanukum, master of all the craftsmanship. As you can see, no matter how advance the technology is, in our country, we still worshiping those ancient master. The evident of this is the figure of Phra Vitsanukum that can be seeing in every school of craftsmanship.

In the Mastery Worshiping Ceremony of Grand Master Na, after inviting all the head figures of the hermits to the ceremonial precinct. They’ll start by praise the divine prescription to invite all the divinities from all 16 classes of heaven and 15 classes of earth to witness the ceremony. Then they’ll praise the divine prescription to invite all the masters and hermits to the ceremony and receive the offerings. Afterward, Grand Master Na will going into the meditation to worship those masters and teachers and spread the merit and kindness to all the ceremony’s participants.
 After the Mastery Worshiping Ceremony, other equally important ceremony will come after, the Mastery Indoctrination Ceremony.

 

วันที่สร้าง

6/6/2010 7:06:59 PM
จำนวนคนอ่าน 23379
หน้าแรก | วัตถุมงคล | เรื่องพระน่ารู้ | วิธีการสั่งจอง | เกี่ยวกับเรา

Copyright©2008 amuletstore.in.th All rights reserved. Do not duplicate or redistribute in any form.
powered by siamfocus.com